Prologue
posted on 01 Nov 2010 20:32 by florre in Fate-Under-Moonlight
- Prologue –
คืนนี้ลมพัดแรงเป็นพิเศษ
เสียงกระทบดังก้องสะท้อนพื้นที่โล่งแคบ ฉันมุ่งหน้าไปโดยไม่คิดจะเหลียวหลัง หากถามว่าทำไมล่ะก็ ฉันก็คงให้คำตอบได้แค่ว่ามันคือสัญชาตญาณเท่านั้น แต่ถึงจะบอกแบบนั้นไป ความรู้สึกอีกอย่างมันก็พุ่งพล่านมากยิ่งกว่าสิ่งที่เรียกว่า ‘สัญชาตญาณ’ เสียอีก และถ้าถามว่ามันคือความรู้สึกแบบไหน ฉันก็คงตอบได้แค่คำ ๆ เดียว มันเป็นคำสั้น ๆ ที่จับใจความได้ทันทีเมื่อเอ่ยออกมา
ความรู้สึกกลัว
ใช่ ฉันกำลังกลัวอยู่ กลัวจนขนลุก กลัวจนไม่กล้าจะทำอะไรทั้งนั้น แต่ก็ต้องกลั้นใจข่มความกลัวนั้นลงไปในอกของตัวเอง เพราะถ้าขืนหยุดอยู่นิ่ง ๆ ล่ะก็ ความตายคงจะมาเยือนในไม่ช้า สาเหตุก็เพราะเจ้าปีศาจที่กำลังรุกไล่ตามมา มันเป็นปีศาจที่มีลักษณะคล้ายตัวหนอน แต่เป็นหนอนยักษ์ที่ดูเหมือนจะหุ้มเกราะเหล็กขนาดใหญ่เอาไว้ ขาของมันมีมากมายจนขี้เกียจนับ ให้ความรู้สึกเหมือนหนอนผสมไส้เดือนและขยายใหญ่ขึ้นซะจนน่าอุบาท
พวกนี้ถูกเรียกว่า ‘จูปิเตอร์’ ไม่ใช่คำย่อ ไม่ใช่ชื่อชั่วคราว แต่เป็นชื่อเรียกจริง ๆ ของพวกมัน
‘จูปิเตอร์’ คือปีศาจที่เกิดขึ้นจากมลพิษร้ายที่มาจากดาวดวงอื่น ตามหนังสือประวัติศาสตร์ในชั่วโมงเรียนได้เขียนเอาไว้ว่าพวกมันได้มาเยือนโลกใบนี้เมื่อราว ๆ 1000 ปีมาแล้ว และยังอธิบายไว้ด้วยว่าพวกมันมีความแข็งแกร่งอันน่าเหลือเชื่อ เหล่าบรรพบุรุษแห่งโลกโรเซนต์ได้ผนึกกำลังทั้งหมดเข้าปราบปรามพวกมัน แต่สงครามก็ไม่เคยสิ้นสุดลง เมื่อพวกมันได้ขยายจำนวนขึ้นจนใกล้เคียงกับมนุษย์โลกเต็มที
ใช่ พวกมันแข็งแกร่งมาก แข็งแกร่งซะจนน่าเหลือเชื่อ แข็งแกร่งซะจนไม่รู้ว่าจะสรรหาคำพูดใด ๆ มาอธิบายได้ อย่างน้อยฉันก็เพิ่งจะรับรู้ความแข็งแกร่งของมันมาเมื่อครู่นี้ สาเหตุก็เพราะเวทมนตร์ของฉันไม่สามารถเอาชนะมันได้เลย ไม่แม้แต่จะสร้างรอยแผลเล็ก ๆ ด้วยซ้ำไป
ในตอนนี้ฉันจึงวิ่งหนี คิดได้แค่อย่างเดียวคือวิ่งหนีเท่านั้น แต่ไม่ว่าจะวิ่งไปสักเท่าไหร่ พละกำลังและความอดทนก็เริ่มหายไปเรื่อย ๆ ไม่น่าเลย ไม่น่าอวดเก่งเลย สาเหตุที่บอกแบบนี้ก็เพราะว่าฉันเป็นเพียงคนเดียวที่แอบหนีออกมาจากห้องหลบภัยที่สร้างขึ้นในชั้นใต้ดิน เพราะอยากจะทำให้พ่อแม่และเพื่อนพ้องยอมรับ จึงได้ออกมาปราบเจ้าพวกจูปิเตอร์เพียงลำพัง
แต่ผลก็อย่างที่เห็น พวกมันแข็งแกร่งมาก ฉันทำอะไรไม่ได้เลยสักนิด แล้วยังเรี่ยวแรงที่น่าเหลือเชื่อนั่นอีก ไม่ว่าฉันจะวิ่งหนีสักเท่าไหร่ ความอดทนฉันก็ยิ่งหมดลง ในท้องมันรู้สึกอึดอัดซะจนหายใจไม่ได้ รู้สึกเหมือนอยากจะพุ่งลงไปนอนกลิ้งบนพื้นซะให้รู้แล้วรู้รอด แต่เหล่าจูปิเตอร์ที่ไม่หมดแรงสักทีก็ยังตามมาอยู่ มันไม่เปิดโอกาสให้ฉันได้ทำแบบนั้น
เจ้าพวกสัตว์ประหลาดเอ๊ย จะโหดร้ายกับหญิงสาวบอบบางมากเกินไปแล้วนะ
พวกแกถือดียังไงถึงได้บุกเข้ามาที่เมืองเซนต์รูนาร์แห่งนี้น่ะ ที่นี่คือเมืองแห่งการศึกษาที่โด่งดังเชียวนะ! ในโลกโรเซนต์ไม่มีใครที่ไม่รู้จักเมืองนี้! แต่พวกแกก็ยังกล้ารวมหัวกันบุกเข้ามาถล่มจนทหารตายกันไปเป็นเบือ มันหมายความว่ายังไงกันล่ะเนี่ย แล้วทำไมถึงไม่มีใครต่อสู้กับมันได้เลยล่ะ จะปล่อยให้ฉันวิ่งไปถึงไหนกัน?
เสียงหอบหายใจของฉันเริ่มดังถี่ขึ้น เป็นสัญญาณว่าเรี่ยวแรงแทบจะหมดลงทุกที รู้สึกว่าความเร็วจะตกลงกะทันหัน เสียงฝีเท้าของพวกจูปิเตอร์มันดังไล่หลังมาในระยะกระชั้นชิด ไม่นะ นี่ฉันจะต้องตายแล้วงั้นเหรอ อย่าสิ อย่าคิดแบบนั้น ฉันจะต้องไม่ตาย ฉันมีชีวิตอยู่มาถึงสิบหกปีก็เพื่อการนี้แหละ คิดซะว่ามันเป็นประสบการณ์เฉียดตายก็แล้วกัน
แต่เดี๋ยวก่อน จะเรียกแบบนั้นก็คงไม่ได้ ประสบการณ์เฉียดตายบ้าบออะไรล่ะ ในเมื่อฉันยังหนีไปจากที่นี่ไม่ได้เลยนี่นา แล้วจะเรียกว่าเป็นประสบการณ์เฉียดตายได้ยังไง แล้วที่สำคัญนะ ฉันว่าคืนนี้ฉันคงไม่รอดแล้วล่ะ พ่อคะ แม่คะ หนูขอโทษค่ะ ชาติหน้าหนูขอเกิดเป็นลูกของพ่อกับแม่อีก ชาตินี้หนูอวดดีเกินไปถึงได้เป็นแบบนี้ แต่รับประกันว่าชาติหน้าหนูจะไม่... ไม่ทำแบบนี้อีก
ในที่สุดฉันก็ล้มลง แต่ไม่ใช่เพราะเรี่ยวแรงมันหายไป มันเป็นเพราะสะดุดก้อนหินปริศนาเข้าต่างหาก จะบ้าเรอะ! ก้อนหินบ้าอะไรมาตั้งอยู่ต่อหน้าในจังหวะเหมาะแบบนี้! นี่คิดจะให้ฉันตายจริง ๆ งั้นสิ ให้ตายเหอะ พอสะดุดล้มแล้วมันก็รู้สึกเพลียสุดขีดจริง ๆ วิ่งมาตั้งนานก็เพิ่งจะมีครั้งนี้นี่แหละที่ไม่รู้สึกอยากวิ่งต่อ นั่นสินะ ปล่อยให้ร่างกายไถลไปกับพื้น ปล่อยตัวเองไปตามแรงโน้มถ่วง ให้เจ้าจูปิเตอร์กินซะให้รู้แล้วรู้รอด จะได้พ้นจากความทรมานสักที
ไม่เสียดายแล้วล่ะ ความตายมันอยู่ใกล้แค่นี้แล้วนี่ จะหนีไปทำไมอีก
ให้ฉันตายเถอะ จะได้พ้นจากความเหนื่อยล้าสักที
ทันทีที่คิดแบบนั้น สายลมก็พัดหอบเข้ามาอย่างรุนแรง คืนนี้ลมพัดบ่อยเป็นบ้าเลย รู้สึกจะแรงเป็นพิเศษ แต่ก็ไม่ถึงขั้นพายุเข้าถล่มเมืองหรอก
แต่ก็ดีนะ ลมพัดเข้ามาในเวลานี้เนี่ย มันเหมือนกับเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงวาระสุดท้ายเลย คงจะเป็นสายลมสวดส่งวิญญาณสาวน้อยกระมัง
และเสียงบางอย่างก็ดังขึ้น พร้อมกับของเหลวที่พุ่งพวยออกมา ประดับประดาผนังรอบข้างให้กลายเป็นแต้มจุดหลายแห่ง บางที่ก็เหมือนกับเอาถังสีมาราดใส่แรง ๆ แต่นี่มันไม่ใช่ถังสี หากแต่เป็นของเหลวที่เรียกว่าเลือด ใช่ มันคือเลือด
แต่ไม่ใช่เลือดของฉัน.. เพราะฉันคือมนุษย์ เลือดของฉันก็ต้องเป็นสีแดงเหมือนคนปกติ
แต่สีที่ประดับประดาผนังมันไม่ใช่สีแดง
หากแต่เป็นสีเขียว
หรือก็คือเลือดของสัตว์ร้ายที่เรียกว่า ‘จูปิเตอร์’
สายลมพัดโหมเข้ามารุนแรงยิ่งขึ้น กรีดเอาเสื้อผ้าบางส่วนของฉันจนขาด ฉันส่งเสียงร้องอย่างตกใจ ก่อนจะใช้เรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ทั้งหมดจ้องมองดูภาพเหตุการณ์ปัจจุบัน
ของเหลวสีเขียวพุ่งพวยกระฉูดออกจากร่างอันแข็งแกร่งของจูปิเตอร์ พวกมันถูกอะไรบางอย่างตัดขาดออกเป็นสองส่วน สามส่วน สี่ส่วน และนับจำนวนไม่ได้..
เฮ้ ๆ เดี๋ยวก่อนสิ จูปิเตอร์ที่ฉันรู้จักน่ะ คือสัตว์ประหลาดที่แข็งแกร่งสุดยอดเลยนะ ร่างกายของพวกมันก็แข็งยิ่งกว่าเหล็กกล้าซะอีก แต่ทำไมถึงได้โดนกำจัดง่ายขนาดนี้ล่ะเนี่ย ก่อนหน้านี้ฉันคิดว่าตัวเองคงตาฝาด แต่ถ้าตาฝาดจริงก็คงไม่เห็นจูปิเตอร์จำนวนสามสิบกว่า ๆ ถูกตัดขาดง่ายดายขนาดนี้หรอก
หรือจะเป็นความฝัน ไม่สิ นี่มันไม่ใช่ฝัน
มันคือ ‘ความจริง’
แล้ว...
ใครเป็นคนทำ?
เมื่อคิดได้ดังนั้น ฉันก็พยายามเหลือกตามองดูจากด้านล่าง และพบเห็นร่างของใครบางคนยืนอยู่ต่อหน้า เขาคนนั้นสวมชุดคลุมสีเทาหม่น ไม่มีลวดลายใด ๆ แฝงอยู่ สีผมมีสีดำอมน้ำเงิน แต่ฉันมองไม่เห็นใบหน้า เพราะเขาหันหลังอยู่นั่นเอง
ถึงอย่างไรก็ตาม เขาเป็นจอมเวทมาจากที่ไหนกัน ฉันไม่เคยได้ยินว่าที่เมืองเซนต์รูนาร์จะมีคนที่มีพลังเวทแข็งแกร่งขนาดนี้มาก่อน รู้จักแค่คนเดียวก็คือผู้อำนวยการโรงเรียนเซนต์รูนาร์ แต่ปัจจุบันตาแก่นั่นกลับไม่อยู่ที่เมืองซะได้ แล้วหมอนี่ก็ดูเหมือนจะยังไม่แก่ซะด้วย
เขาเป็นใคร เขามาจากไหน.. ทันทีที่คิดหาคำตอบที่ไม่มีวันได้รู้ ฝ่ามือทั้งคู่ของเขาก็ขยับเขยื้อนราวกับเริงระบำอยู่กับที่ สายลมเริ่มพัดโหมรุนแรงมากยิ่งขึ้น พร้อมกับที่ร่างของเหล่าจูปิเตอร์ได้ล้มตายกันไปเป็นเบือ เหลือเชื่อจริง ๆ คนอะไรจะเก่งได้ถึงขนาดนี้ สามารถจัดการเหล่าจูปิเตอร์จำนวนมากได้ด้วยตัวคนเดียว ทั้งที่จูปิเตอร์หนึ่งตัวก็มีความแข็งแกร่งถึงขั้นทำลายเมืองแห่งการศึกษาได้หนึ่งเมืองแล้วแท้ ๆ
“ให้ตายสิ นี่ถ้าเราไม่มาที่เมืองนี้ล่ะก็ เมืองทั้งเมืองคงได้แหลกไปแล้ว ตาแก่นั่นมัวไปทำอะไรอยู่”
เสียงพูดของเขาดังขึ้นแกมบ่น ตาแก่ที่พูดถึงรู้สึกจะเป็นผู้อำนวยการของโรงเรียนเวทมนตร์เซนต์รูนาร์ ถ้าถามว่าทำไมถึงรู้ ฉันก็คงตอบได้แค่คำเดียวว่า ‘มีอยู่คนเดียวนั่นแหละ’
ในที่สุดการต่อสู้ก็จบลง จบลงอย่างสงบโดยมีเลือดสีเขียวประดับประดาพื้นที่รอบข้างราวกับศิลปะ ภาพของชายหนุ่มปริศนาผู้หนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์ที่ส่องสว่างลงมา ผ้าคลุมที่โบกสะบัดได้ผ่อนคลายลงมาติดกับแผ่นหลัง สายลมสงบลง ทุกสิ่งทุกอย่างจบลงอย่างเงียบงัน
ฉันพยายามเค้นเสียงที่จะพูด เกี่ยวกับชายหนุ่มแปลกหน้าที่ฉันมองไม่เห็นหน้า
แต่ทว่าเสียงของฉันกลับไม่ถูกเปล่งออกมา มันเหมือนมีอะไรอุดลำคอเอาไว้ มันทำให้ฉันพูดไม่ได้ นี่ฉันคงจะเหนื่อยล้ามากจริง ๆ ไม่มีแรงแม้แต่จะกระดิกนิ้วด้วยซ้ำไป
แต่พริบตานั้นเอง สิ่งที่ดูคล้ายกับ ‘ปาฏิหาริย์’ ก็บังเกิดขึ้น
‘เขา’ หันหน้ากลับมามองฉันผู้ทอดกายอยู่กับพื้น พร้อมกับยื่นมือเข้ามา แว้บแรกฉันนึกว่าเขาจะดึงให้ฉันลุกขึ้น แต่มันไม่ใช่ มันเป็นความจริงที่ค่อนข้างโหดร้าย เพราะเขาได้เอามือทาบกับหน้าผากของฉัน
แล้วสติของฉันก็หลุดลอยไป และจมดิ่งลงสู่ห้วงนิทรา
อย่างน้อย ๆ ก็ช่วยบอกชื่อให้รู้หน่อยสิ คนบ้า...
edit @ 1 Nov 2010 20:35:15 by luz
edit @ 2 Nov 2010 23:56:59 by luz

#1 By oilyo on 2010-11-01 20:50