Fate-Under-Moonlight

 

 

                ชายผู้ยืนอยู่ต่อหน้ายังไม่ตอบกลับ

                สิ่งที่เขาทำมีเพียงแค่ยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยนเท่านั้น ฉันไม่รู้ว่าเพราะอะไรเขาถึงได้ยิ้มออกมา ฉันทำได้แค่คิดคำนึงถึงความแปลกประหลาดของชายคนนี้ และพยายามสรรหาคำพูดมาประกอบสถานการณ์อันเงียบเชียบเท่านั้น

                “สวัสดีครับ คุณเวโรน่า”

                ในที่สุดซิลเฟย์ก็พูดออกมา แต่สิ่งที่น่าแปลกก็คือน้ำเสียงที่ฟังดูแล้วผิดจากที่คาดเอาไว้ มันไม่ใช่น้ำเสียงที่เย็นชา และไม่ใช่น้ำเสียงที่ดูน่ากดดัน

                หากแต่เป็นน้ำเสียงที่ฟังดูแล้วรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก

                “คำถามที่คุณถามมาผมไม่รู้ว่าจะตอบกลับไปยังไงดี แต่ผมจะตอบเท่าที่ตอบได้นะครับ” ซิลเฟย์ยิ้ม น้ำเสียงอ่อนโยนทำให้ฉันเผลอคิดไปว่าเขาไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร แต่ไม่ทันไรฉันก็ต้องสลัดความคิดที่ว่าเขาอ่อนโยนออก เพราะอย่างน้อยความจริงที่เขาเป็นคนลงมือสังหารกลุ่มจูปิเตอร์จำนวนมากมันก็ยังคงเป็นความจริงอยู่ดี

                “ผมเกิดที่ริเวอร์การ์เด้นและเรียนที่นั่นในฐานะของนักเรียนธรรมดาที่ไม่ต่างไปจากคนอื่น ๆ แต่วันหนึ่งเกิดอยากเรียนเวทมนตร์ขึ้นมาผมก็เลยทำเรื่องขอย้ายมาเรียนที่เมืองแห่งการศึกษา” เสียงพูดของซิลเฟย์ดูลื่นไหลเหมือนเตรียมการมาก่อน แต่ฉันกลับไม่รู้สึกแบบนั้น “ย้ายมาเรียนที่เซนต์รูนาร์แห่งนี้ และก็ได้พบเจอกับคุณที่นี่ยังไงล่ะครับ”

                เขายิ้มหลังจากที่พูดจบ ฉันมองหน้าเขาด้วยแววตาเรียบนิ่ง

                ในขณะที่ไม่พูดอะไรออกมา ซิลเฟย์ก็ทำท่าสงสัยเหมือนจะรู้ว่าฉันไม่เชื่อที่เขาพูด ก็แหงล่ะ กับคนที่จัดการจูปิเตอร์ที่แม้แต่ทหารป้องกันเมืองยังต่อสู้ด้วยไม่ไหวแบบนั้นน่ะ ใครมันจะไปเชื่อกัน เรื่องที่พูดมามันโกหกแหงอยู่แล้ว แล้วจากที่ได้ยินมานะ เมืองริเวอร์การ์เด้นที่ว่ามันก็แค่เมืองแห่งการค้าขาย มันไม่มีอะไรที่พอจะบอกว่าเด่นดังในเรื่องการต่อสู้เลยสักนิด

                แล้วทำไมเขาจะต้องโกหกด้วย หรือจะปิดบังเรื่องที่ทำไปเมื่อวาน หรืออาจจะเป็นจุดประสงค์ที่แท้จริงที่หมอนี่เก็บซ่อนไว้?

                “อย่ามาโกหกนะ!”

                ในที่สุดฉันก็เปล่งเสียงพูด มันเป็นเสียงที่หนักแน่นจนลำคอสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ซิลเฟย์ทำท่าสะดุ้งเล็กน้อย เขาจ้องมองมาอย่างงง ๆ

                “เมื่อสี่วันก่อนฉันเห็นนะ ฉันเห็นว่านายเป็นคนฆ่าพวกจูปิเตอร์จำนวนมากด้วยตัวคนเดียว เพราะงั้นอย่ามาโกหกได้มั้ย นายมีจุดประสงค์อะไรกันแน่?”

                ฉันยิงคำถามข้อที่สงสัยออกไป ภายในอกรู้สึกถึงความโล่งหลังจากได้ปลดปล่อยสิ่งที่ค้างคาในใจมาเนิ่นนาน ถึงแม้ว่าหลังจากความโล่งมันจะมีความตื่นเต้นเข้ามาสุมแทนก็ตามที

                “ห หา พูดเรื่องอะไรเหรอครับ ผมเนี่ยนะจะไปจัดการจูปิเตอร์ได้ด้วยตัวคนเดียว?”

                “ไม่เห็นข่าวรึไง ในคืนนั้นมีผู้หญิงหนึ่งคนกำลังจะถูกจูปิเตอร์ฆ่าตายอยู่รอมร่อ แต่เธอกลับรอดมาได้เพราะการช่วยเหลือของผู้ชายคนหนึ่ง”

                ใช่แล้ว ผู้หญิงคนนั้นกำลังจะตายในไม่ช้า แต่เธอกลับรอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์

                “หลังจากคืนนั้นเธอก็ต้องพบกับการรุมสัมภาษณ์ของนักข่าวหลายสำนัก เธอทั้งรำคาญและหงุดหงิด ซ้ำร้ายยังมีแม่ที่คอยยุยงส่งเสริมพวกนักข่าวพวกนั้นอีก!”

                ปาฏิหาริย์ที่ช่วยเธอคนนั้นไว้ได้ทำให้เธอกลายเป็นคนดังภายในค่ำคืนเดียว ความรู้สึกนั้นยังจดจำได้ไม่มีวันลืม เพราะมันรุมเร้าอยู่แทบทุกเวลา

                “ผู้หญิงคนนั้นได้แต่อัดอั้นตันใจเกี่ยวกับเรื่องที่แม้แต่ตัวเธอก็ยังไม่มั่นใจ เธอจดจำใบหน้าของชายที่ช่วยเหลือเธอไว้ได้อย่างแม่นยำ แล้วในตอนนี้เธอกับเขาคนนั้นก็ได้พบเจอกัน”

                ในสถานที่ที่เป็นดาดฟ้าซึ่งไม่มีใครอยู่ ที่แห่งนี้มีเพียงเราสองคนเท่านั้น

                “ผู้หญิงคนนั้นก็คือฉันคนนี้! และคนที่ช่วยเหลือฉันก็คือนายที่เป็นผู้ชายคนนั้น เพราะฉะนั้นอย่ามาแกล้งทำเป็นไขสือนะ!”

                ผ้าคลุมสีเทาหม่นกระพือไปด้านหลังตามแรงลมที่พัดโหมเข้ามา เรือนผมของซิลเฟย์สยายเล็กน้อย เขาเอามือรวบมันไว้พลางเอ่ยออกมา

                “เอ่อ ผมไม่รู้ว่าคุณพูดเรื่องอะไรออกมา แต่ดูเหมือนเรื่องเล่าของคุณจะเป็นเรื่องที่บอกว่าตัวผมเก่งกาจถึงขั้นที่ปราบจูปิเตอร์ได้สินะครับ” ซิลเฟย์เอามือข้างที่รวบผมอยู่เกาศีรษะพลางยิ้มแห้ง ๆ “ถ้าใช่อย่างที่ผมคิดมันก็ไม่จริงหรอกครับ”

                “หมายความว่าไง? จนถึงตอนนี้ยังจะ...”

                “งั้นจะพิสูจน์ดูรึเปล่าครับ?”

                ฉันยังไม่ทันพูดจบ แต่ซิลเฟย์แทรกขึ้นมาซะก่อน คำพูดของเขาได้ทำให้ฉันหยุดคิดอีกครั้ง

                “อย่าสงสัยเลยครับ ผมไม่มีอะไรพอที่จะเล่นตุกติกคุณได้หรอก แล้วก็เรื่องที่จะพิสูจน์ก็คือเรื่องของพลังเวทของผม ซึ่งผมอยากให้คุณพิสูจน์ดูว่าถ้าผมแข็งแกร่งขนาดจัดการจูปิเตอร์จำนวนมากได้ พลังเวทของผมก็น่าจะมีเยอะจนใช้ไม่หมดเหมือนกัน”

                หลังจากที่ฟังคำพูดเหล่านั้นฉันก็เริ่มรู้สึกถึงสิ่งที่เรียกว่าทางออก ใช่ ความจริงน่าจะคิดแบบนี้ตั้งแต่แรก ถ้าหากว่าเขามีพลังเวทที่ร้ายกาจขนาดปราบจูปิเตอร์ได้ล่ะก็ ถึงจะเก่งยังไงก็คงซ่อนไว้ไม่มิดแน่นอน และการตรวจสอบพลังเวทก็สามารถทำได้ง่าย ๆ เพราะถึงจะเห็นแบบนี้แต่ฉันก็เป็นมือโปรเรื่องการตรวจสอบพลังเวทของคนอื่น

                “ตกลง งั้นจะเริ่มล่ะนะ” ซิลเฟย์ผายอกอย่างรู้ทัน ฉันกลืนน้ำลายลงหนึ่งอึก ต่อจากนี้จะเป็นช่วงเวลาที่จะได้เปิดโปงชายหนุ่มปริศนาคนนี้เสียที

                ทันทีที่ทาบฝ่ามือไปบนอกของเขา ฉันก็รู้สึกถึงสัมผัสของมนุษย์และผิวหนังที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น ฉันหลับตาและนิ่งสนิท เพราะสมาธิเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการตรวจสอบพลังเวทของฝ่ายตรงข้าม

                จากที่คาดการณ์เอาไว้ก็คือพลังเวทมหาศาลที่จะต้องสัมผัสได้ ฉันจะเปิดโปงมันซะตรงนี้แหละ พลังเวทขนาดที่ปราบจูปิเตอร์ได้อย่างราบคาบน่ะ ถึงจะเก็บซ่อนยังไงก็ไม่มีทางซ่อนได้หมดหรอก

                กาลเวลานำพาความเงียบเข้าสู่พื้นที่โดยรอบ

                “ม ไม่จริงน่า”

                ฝ่ามือของฉันยังคงทาบกับหน้าอกของซิลเฟย์อยู่ แต่ความรู้สึกที่ได้รับรู้กลับว่างเปล่า

                มันเป็นเพียงความว่างเปล่า อย่าว่าแต่การซ่อนพลังเวทเลย เพราะฉันไม่รู้สึกถึงค่าพลังเวทที่ชายคนนี้มีเสียด้วยซ้ำไป ที่สัมผัสได้มีเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น ความว่างเปล่าที่ไม่มีอะไรเลย...

                “เมื่อกี๊ผมได้บอกไว้สินะครับว่าผมมาจากริเวอร์การ์เด้น”

                จู่ ๆ ซิลเฟย์ก็พูดขึ้นทำลายความเงียบ ร่างของฉันสะดุ้งโหยงจนเขาเปล่งเสียงหัวเราะออกมาเบา ๆ

                “ริเวอร์การ์เด้นก็คือ ‘เมืองแห่งการค้าขาย’ และที่เมืองแห่งการค้าขายก็ไม่มีใครเก่งกล้าขนาดจะมีสิ่งที่เรียกว่า ‘เวทมนตร์’ หรอกนะครับ” ฉันพูดไม่ออก ความรู้สึกเหมือนกับถูกอะไรบางอย่างอุดไว้ในลำคอ ซิลเฟย์ยังคงพูดต่อไป “ผมมาที่นี่ก็เพื่อที่จะเรียนเวทมนตร์ เพื่ออยากที่จะให้ชีวิตดูมีสีสันมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้น...”

                ซิลเฟย์เงียบ นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ใจของฉันสั่น

                เขายิ้มให้ฉันอีกครั้ง พร้อมกับแบมือยื่นเข้ามา ฉันมองอย่างงง ๆ

                “ช่วยเป็นเพื่อนกับผมด้วยนะครับ”

                ฉันนิ่งเงียบไม่พูดไม่จา สายตาของฉันจดจ่ออยู่กับฝ่ามือที่ขาวผ่องดุจหิมะ ไม่มีแม้รอยของความแข็งกระด้างที่บ่งบอกว่าเคยฝึกวิชาการต่อสู้มาก่อน บางทีสิ่งที่เขาพูดอาจไม่ใช่เรื่องโกหกหลอกลวง หรือก็คือความจริงที่ไม่อาจรับไหว

                ฉันแค่เข้าใจผิดไป เข้าใจผิดว่าซิลเฟย์คือคนที่ช่วยฉันเอาไว้ บางทีเขาคงเป็นแค่คนหน้าเหมือนที่ทำให้ฉันได้รู้สึกแบบนั้น ใช่ เขาเป็นแค่คนอื่นที่หน้าเหมือนกันเท่านั้น ถึงแม้ลักษณะทุกอย่างจะเหมือนกันจนแทบแยกไม่ออก แต่ฉันก็พยายามคิดว่าเขาเป็นเพียงคนหน้าเหมือน

                ฉัน... อยากจะคิดแบบนั้นจริง ๆ

                เพี้ยะ!

                แขนขวาของซิลเฟย์เหวี่ยงไปทางซ้ายตามแรงกระทบ แขนของฉันเหวี่ยงไปทางขวาเช่นเดียวกัน แรงกระทบจากการตบมือเต็มแรงทำให้ฝ่ามือของซิลเฟย์เกิดรอยแดงเรื่อ ฉันไม่ได้จับมือตอบรับความเป็นเพื่อนกับเขา หากแต่ฉันตบมือเขาเพื่อที่จะพูดอะไรบางอย่างต่อจากนี้

                “ฉันยังไม่เชื่อหรอก มันต้องมีอะไรสักอย่างที่ทำให้พลังเวทของนายหายไปอย่างแน่นอน”

                ใช่.. ไม่ว่ายังไงฉันก็ไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด ไอ้ความคิดที่ว่าเป็นคนหน้าเหมือนน่ะมันล้ำยุคเกินกว่าจะเชื่อถือไปแล้ว ฉันรู้สึกสะใจเล็กน้อยเมื่อมองเห็นใบหน้าที่แปลกไปจากเดิม

                “ที่ตบมือเมื่อกี๊ก็เป็นสัญญาณบ่งบอกให้ระวังตัวไงล่ะ ฉันจะจับตาดูนายตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเลยเชียว ระวังตัวไว้ให้ดี!” เมื่อยื่นคำขาดเรียบร้อย เสียงเปิดประตูก็ดังขึ้น ฉันและซิลเฟย์หันไปมองทางด้านที่มีคนเดินเข้ามา

                หญิงสาวถักผมเปียสวมแว่นตากลมโตจ้องมองมาทางเราสองคน

                “อะไรกัน อยู่ที่นี่กันทั้งสองคนเลยเหรอ ก็ดี เพราะจะได้ไม่ต้องเสียเวลาตามหาตัว เอาเป็นว่าเข้าเรียนได้แล้วนะจ๊ะ สายมาห้านาทีแล้วรู้รึเปล่า?”

                จะว่าไป เสียงระฆังมันดังตอนไหนเนี่ย

                เธอที่ยืนอยู่ต่อหน้าคือหัวหน้าห้อง เป็นเพื่อนที่รู้จักกันตั้งแต่สมัยเรียนอยู่มัธยมต้น ใบหน้าของเธอดูไร้ซึ่งความงามในฐานะของหญิงสาววัยแรกแย้ม ไม่ว่าจะผมสีดำที่ถักเปียยาวสองเส้น รวมถึงแว่นตากลมโตมาดเด็กเรียนที่ทำให้ใครหลายคนชอบแกล้งให้เธอซุ่มซ่ามยิ่งกว่าเดิม

                ...แต่ความลับของเธอมันอยู่อีกชั้นนึงต่างหากล่ะ

                “ว้าย”

                เสียงของหัวหน้าห้องดังขึ้น ใบหน้าของเธอแดงเรื่อในเวลาถัดมา

                แว่นตากลมโตถูกดึงออกมาจนเผยให้เห็นใบหน้าเกลี้ยงเกลาไร้จุดตำหนิ ดวงตากลมโตคู่นั้นกระพริบปรือ ๆ อย่างเขินอาย ใบหน้าที่งดงามฉายออกมาหลังจากที่เก็บซ่อนไว้อย่างมิดชิด ในยามที่ไม่มีแว่นตากลมโตอยู่บนใบหน้า เธอก็ดูเหมือนสาวน้อยหวานแหววขึ้นมาทันที นี่แหละคือความลับของเธอที่มีเพียงแค่ฉันเท่านั้นที่รู้

                “สาวน้อย สาวน้อย”

                ฉันล้ออย่างสนุกปาก ประกอบกับท่าทีเขินอายของหัวหน้าห้องมันก็ทำให้ฉันอดที่จะฮาไม่ได้

                “โธ่ เอาคืนมานะเวรีน!”

                “ฮ่า ๆ แกล้งเธอนี่สนุกเป็นบ้าเลย” ฉันพูดพร้อมกับยื่นแว่นคืนให้ หัวหน้าห้องรีบนำมาสวมอย่างรวดเร็วเพราะกลัวจะมีใครเห็น

                แน่นอนว่ามีคนเห็นไปแล้วหนึ่งคน

                เธอมองซิลเฟย์อย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ใบหน้าที่เธอเก็บซ่อนไว้มานานได้ถูกเปิดโปงให้ชายผู้ซึ่งย้ายมาเรียนวันแรก เธอรีบดึงมือฉันลงไปจากบันไดดาดฟ้า และก่อนจะลงไปฉันก็แลบลิ้นใส่ซิลเฟย์เป็นเชิงหยอกล้อ

                บนดาดฟ้ามีเพียงชายหนุ่มผู้ซึ่งยืนอยู่เพียงลำพัง

                เขารับเอาเหตุการณ์สดใสของสาวน้อยวัยแรกแย้มสองคน รอยยิ้มที่อยู่บนใบหน้าจนถึงเมื่อครู่เริ่มคลายออก

                และเปลี่ยนเป็นใบหน้าซึ่งเต็มไปด้วยความเย็นชาดุจน้ำแข็งจากขั้วโลกใต้...

                “เวโรน่างั้นเหรอ เป็นผู้หญิงที่น่ารำคาญชะมัดเลย”

                เขาเอ่ยทั้งที่ยังจ้องมองไปยังทิศทางอันยาวไกล แสงอาทิตย์ฉาบเข้ามาที่ร่างจนรู้สึกเหมือนกับถูกดูดกลืนไปกับแสงสว่าง

 

                                                                .........

edit @ 27 Dec 2010 03:19:37 by luz

บทที่หนึ่ง : Boy & Girl -2-

posted on 22 Dec 2010 22:52 by florre  in Fate-Under-Moonlight

               โครม!

                ทุกสายตาหันมาจับจ้องทิศทางที่เก้าอี้ล้มลง

                ตัวฉันยืนอยู่เหนือเก้าอี้ที่หงายหลังอยู่ แววตาจ้องมองดูใบหน้าเกลี้ยงเกลาของนักเรียนใหม่เป็นพิเศษ ฉันคิดว่าต้องมองให้แน่ชัด เพราะเขาอาจจะเป็นแค่คนหน้าเหมือนคนหนึ่งก็ได้

                แต่ฉันคิดผิดไป

                “เป็นอะไรไปเหรอ คุณวาเลนไทน์?”

                เสียงเรียกของอาจารย์ทำให้ฉันตื่นขึ้นจากภวังค์ ฉันเพิ่งจะรู้ตัวว่าตอนนี้เป็นเพียงคนเดียวที่ยืนอยู่ มือทั้งสองข้างที่ค้ำยันผิวโต๊ะเอาไว้เป็นตัวบ่งบอกอย่างดีว่าฉันกำลังมีปัญหา

                “ข เขาเป็นใครเหรอคะ?”

                “อะไรกัน สนใจนักเรียนใหม่เหรอจ๊ะ เวโรน่า”

                เพื่อนร่วมห้องแอบแซว เมื่อฉันทำท่าทีปฏิเสธสุดฤทธิ์ก็ดูเหมือนจะเรียกเสียงหัวเราะได้มากพอควร

                “ครูไม่รู้หรอกนะว่าเธอสองคนรู้จักกันมาก่อนรึเปล่า แต่ก่อนหน้านั้นให้นักเรียนใหม่คนนี้แนะนำตัวเองก่อนดีกว่า”

                เมื่อครูพูดจบ ฉันก็ต้องจำยอมนั่งลงอย่างเลี่ยงไม่ได้ แววตาของนักเรียนใหม่จ้องมองดูฉัน ใบหน้าแกมหัวเราะนิดหน่อย เห็นแล้วรู้สึกหมั่นไส้เป็นบ้าเลย

                “ซิลเฟย์ เฟอร์มาเมนท์ ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนนะครับ”

                ชื่อของเขาไม่คุ้นหูฉันมาก่อนแต่นามสกุลรู้สึกจะเคยได้ยินมาจากที่ไหนสักแห่ง แต่นึกยังไงก็นึกไม่ออกเพราะงั้นช่างมันดีกว่า

                “พอดีเลย ที่ว่างข้าง ๆ คุณวาเลนไทน์ดูเหมือนจะว่างอยู่พอดี คุณไปนั่งตรงนั้นก็แล้วกันนะ”

                เอ๊ะ

                “ได้สิครับ”

                เดี๋ยวสิ นี่ไม่ได้หมายความว่า...

                “รบกวนด้วยนะครับ”

                ซิลเฟย์เลื่อนเก้าอี้ข้างฉันออกมา ก่อนจะย่อเข่านั่งกับเก้าอี้และเอามือวางขนานกับโต๊ะ มันเป็นเก้าอี้ติดริมหน้าต่าง พอมองออกไปจะเห็นวิวทิวทัศน์ได้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นลานกว้างโรงเรียนที่มองเห็นจากด้านล่าง และตัวเมืองที่อยู่ห่างออกไป รวมถึงเงาภูเขาทับซ้อนสุดลูกหูลูกตา

                เขานั่งอยู่ข้าง ๆ ฉัน จอมเวทที่มีพลังร้ายกาจขนาดปราบจูปิเตอร์จำนวนมากกำลังนั่งอยู่ข้าง ๆ ฉัน

                ถึงเขาจะไม่ได้เป็นฆาตกรฆ่าคน แต่ฉันก็อดนึกไม่ได้ถึงความกลัวที่ซ่อนเร้นอยู่

                ตลอดชั่วโมงเรียนตอนนี้ไม่มีแม้สักเวลาที่เขาจะเอ่ยทักทายหรือพูดคุยกับฉัน ความเงียบเข้าปกคลุมห้องในชั่วขณะหนึ่ง มีเพียงเสียงการอธิบายของคุณครูประจำชั้นเกี่ยวกับเรื่องราวสามสี่วันที่ผ่านมา เพราะเหตุที่เป็นการเปิดเรียนวันแรกจึงได้ไม่มีการเรียนการสอนมากมายนัก

                เสียงนกร้องดังกังวานราวกับเสียงเพลงกล่อมเด็ก แสงแดดทอประกายสีเหลืองทองส่องสว่างลงมาทาบพื้นดิน ทันทีที่เสียงกริ่งดังกังวาน

                เวลาพักเที่ยงก็ได้มาถึง

 

                ท่าทีของฉันดูแปลกไปอย่างเห็นได้ชัด ถ้าถามว่าแปลกแค่ไหนก็คงต้องบอกว่ามันแปลกพอที่คนรอบข้างจะมองเห็นว่าบ้า ก็ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้วสิ อาหารพักเที่ยงที่ควรจะได้ทานอย่างเอร็ดอร่อยเหมือนทุกวัน แต่คราวนี้มันกลับไม่ใช่ มันต่างไปจากทุกทีราวกับทุกวันที่ผ่านมาเป็นเพียงความฝันลม ๆ แล้ง ๆ ตลอดเวลาที่นั่งทานอาหารฉันนึกแต่เพียงเรื่องของซิลเฟย์ เฟอร์มาเมนท์ผู้ปราบกองทัพจูปิเตอร์ได้ด้วยตัวคนเดียว

                ในตอนที่เวลาเรียนช่วงเช้าหมดลง เขาเป็นเพียงคนเดียวที่เดินออกจากห้องไปโดยที่ปฏิเสธเพื่อนร่วมห้องในเรื่องการรับประทานอาหารเที่ยงร่วมกัน พวกเพื่อนในห้องต้องการที่จะเป็นเพื่อนกับเขาจึงได้คิดจะต้อนรับด้วยการจัดปาร์ตี้เล็ก ๆ ที่โรงอาหาร แต่เขากลับปฏิเสธน้ำใจนั้นและแยกออกไปเพียงลำพัง

                เห็นได้ชัดว่าเป็นคนที่ไม่น่าคบอย่างแรง

                ไม่รู้ว่าจะมีเหตุผลอะไรรออยู่ แต่อย่างน้อย ๆ ก็ควรจะตอบรับน้ำใจของเพื่อนร่วมห้องหน่อยสิ เพราะถ้านายทำแบบนั้นล่ะก็จะไม่มีใครมาพูดคุยกับนายและจะทำให้นายไม่ได้เพื่อนนะ

                เดี๋ยวสิ ๆ นี่ฉันกำลังคิดเป็นห่วงเจ้าหมอนั่นอยู่งั้นเหรอเนี่ย เป็นไปไม่ได้หรอก กับเจ้าคนร้ายกาจแบบนั้นน่ะไม่มีทางที่ฉันจะเป็นห่วงได้หรอก กลับกันฉันกลับคิดแค่จะสอบถามหมอนั่นให้รู้เรื่องรู้ราวเท่านั้นเองว่าเขาเป็นใครกันแน่

                “เวโรน่า”

                ฉันในตอนนี้อยู่ในท่านั่งคิดเหมือนกับกำลังแบกโลกเอาไว้ในหัว หลอดดูดน้ำที่อยู่ในปากก็ชี้ขึ้นจนทำให้หยดน้ำจากส่วนปลายไหลลงมาทีละหยด ทำไมนะ ตอนนี้หมอนั่นอยู่ที่ไหนกัน ถ้าเป็นไปได้ล่ะก็อยากจะไปถามให้รู้แล้วรู้รอดในตอนนี้เลย

                “เวโรน่า”

                หมอนั่นอยู่ที่ไหนกันแน่นะ

                “นี่ เวโรน่า!”

                “โอ๊ย หนวกหูจริง มีอะไรอีกล่ะเนี่ย?” ฉันตอบกลับเพื่อนร่วมห้องเพราะเหลืออด

                เพื่อนร่วมห้องผู้หญิงที่มาทานข้าวด้วยทำหน้างงนิดหน่อย หญิงสาวประมาณ 4-5 คนหันมามองหน้ากันพลางยิ้มให้กันอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนจะปรับโฟกัสสายตามามองฉันซึ่งกำลังเหงื่อตกเพราะสัมผัสได้ถึงลางร้ายอะไรบางอย่าง

               “อ อะไรเหรอ มีอะไร มองฉันแบบนั้นทำไม?”

               “กำลังคิดถึงซิลเฟย์อยู่ล่ะซี้”

               “หา ทำไมฉันต้องไปคิดถึงหมอนั่นด้วยล่ะเนี่ย”

               “เอ๋ ไม่ใช่เหรอ? ก็เวโรน่าเป็นคนเดียวที่ทำท่าทีกระวนกระวายตั้งแต่อยู่ในชั้นเรียนแล้วนี่ ตอนนี้ก็กำลังคิดอยู่ใช่มั้ยล่ะว่านักเรียนใหม่คนนั้นน่ะไปอยู่ที่ไหน?”

               ฉันเริ่มหวาดกลัวพรสวรรค์ในการคาดเดาของเพื่อนสนิทขึ้นมาซะแล้วสิ ผู้หญิงทุกคนมีความสามารถแบบนี้กันหมดเลยรึเปล่านะ ทั้งที่ตัวเองก็เป็นผู้หญิงเหมือนกันแท้ ๆ แต่กลับไม่เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยสักนิด นิสัยก็ค่อนข้างจะเหมือนผู้ชายอยู่นิดหน่อยด้วย หรือว่าความจริงฉันจะเป็นผู้ชายตั้งแต่แรกเกิดแล้วถูกสลับเพศด้วยเวทมนตร์กันนะ?

               “ฉ ฉันอิ่มแล้วล่ะ” ฉันรีบลุกขึ้นทันทีก่อนจะหันหลังเดินไปตามทางโดยไม่เหลียวมองกลับมา ถึงแม้ว่าเสียงของเพื่อนสนิทจะดังไล่หลังมามากแค่ไหนก็ตาม

                เวลาที่กระวนกระวายใจฉันมักจะขึ้นไปบนดาดฟ้า ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกันแต่รู้สึกได้เองว่าถ้ามองเห็นวิวทิวทัศน์ของทุกสิ่งที่อยู่ด้านล่างแล้วมันจะทำให้จิตใจปลอดโปร่งขึ้น ฉันคิดแบบนั้นมาตลอด แต่ความจริงมันคงจะเป็นเพราะวิวของท้องฟ้าในโรงเรียนเซนต์รูนาร์ที่ทำให้มองเห็นได้สวยงามกว่าที่อื่นทั่วไปมากกว่า

                เริ่มจากก้อนเมฆที่เปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์อย่างช้า ๆ แทบจะทุกเวลา ไหนจะยังดวงอาทิตย์ซึ่งฉายแสงสะท้อนลงมายังโรงเรียนที่กว้างใหญ่ยิ่งกว่าโรงเรียนแห่งอื่น แสงสว่างของดวงอาทิตย์ฉาดลอดผ่านรูของก้อนเมฆจนให้ความรู้สึกเหมือนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

                ฉันเดินขึ้นไปบนดาดฟ้าเพื่อที่จะสลัดเรื่องน่ารำคาญให้หลุดออกไปจากหัว ทันทีที่เปิดประตูดาดฟ้าออก สิ่งที่ฉันได้พบก็ยังคงเป็นภาพแบบเดิมซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงไปจากทุกวัน เริ่มจากพื้นดาดฟ้าสีขาวเงินลายตัดเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่ส่องสะท้อนแสงอาทิตย์ระยิบระยับ สุดปลายดาดฟ้าคือรั้วตาข่ายกั้นสีเดียวกันตั้งสูงราว ๆ สองเมตร ด้านหลังประตูมีแท็งก์น้ำตั้งอยู่สูงโดยต้องปีนบันไดขึ้นไปถึงจะมองเห็นชัด ๆ

                ทุกสิ่งยังคงเหมือนเดิมและไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

                ฉันเดินตรงไปข้างหน้าและหยุดยืนอยู่หน้ารั้วตาข่ายที่กั้นขวางทิวทัศน์ไว้นิดหน่อย ฉันเอามือสอดเข้าไปในช่องว่างตาข่ายเหล่านั้นพร้อมกับยื่นหน้าออกไปมองให้ชัด ๆ สายลมพัดผ่านช่องเล็ก ๆ เข้ามาจนทำให้เรือนผมปลิวไสวอย่างแผ่วเบา ฉันหลับตาและใช้มือซ้ายกันลมไว้นิดหน่อย เมื่อได้สัมผัสสิ่งที่ทำให้ปลอดโปร่งฉันก็สูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะหันหลังกลับไปอย่างช้า ๆ

                แต่ทันทีที่หันหลังกลับก็ต้องพบเจอเข้ากับบุคคลที่คาดไม่ถึงว่าจะเจอ...

                เรือนผมสีดำอมน้ำเงินพลิ้วไสวอยู่ใกล้เคียงกับแท็งก์น้ำซึ่งตั้งอยู่ด้านบนประตู ชายคนนั้นนั่งแกว่งขาทั้งสองพลางจ้องมองฉันด้วยดวงตาที่ไม่แม้แต่จะกระพริบเลยสักหน แย่ล่ะสิ ไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าหมอนั่นอยู่บนดาดฟ้า แล้วตั้งแต่เมื่อกี๊ก็ไม่แม้แต่จะส่งเสียงทักเลยสักคำ คงเห็นหมดแล้วสินะว่าฉันทำอะไรไปบ้าง เจ้าคนไร้มารยาทนี่

                “ซ ซิลเฟย์.. สินะ?” ฉันลองรวบรวมความกล้าพูดออกไป ชายคนนั้นยังไม่ตอบกลับแต่ยิ้มให้เป็นอันดับแรก รอยยิ้มที่ทำให้เปลือกตาทั้งคู่กระทบกันจนมิด เขากระโดดลงมาด้านล่างทันทีพร้อมกับเดินเข้ามาหาฉันอย่างช้า ๆ ใจของฉันเต้นระรัวไม่เป็นจังหวะ เหมือนกับการตีกลองเสียงดังมั่วซั่วจนแทบจะทำให้ไม้ตีกลองกระเด็นหลุดไปจากมือ ในระหว่างที่จินตนาการเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่อจากนี้ ซิลเฟย์ก็มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าฉันจนได้

                ฉันมองหน้าเขาโดยไม่ละสายตาไปไหน ความกลัวมันทับซ้อนกันจนทำให้นึกถึงเหตุการณ์เมื่อสี่วันก่อนอีกครั้ง ภาพที่ซิลเฟย์ลงมือสังหารเหล่าจูปิเตอร์จำนวนมากโดยที่เสื้อคลุมที่สวมอยู่ไม่มีหยดเลือดมาปนเปื้อนเลยสักหยด เรียกได้ว่าไม่มีแม้เศษเสี้ยวของโมเลกุลน้ำเสียด้วยซ้ำไป และในขณะที่กำลังเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้น ตัวฉันก็ได้แต่นอนหมอบอยู่กับที่โดยไม่มีแม้เรี่ยวแรงจะคลานไปไหน

                มือของหมอนั่นยื่นเข้ามา ยื่นเข้ามาทาบกับศีรษะ แล้วสติของฉันก็หายไป...

                ภาพของเหตุการณ์ในตอนนั้นรำลึกเข้ามาในหัวสมองอีกครั้ง ฉันจ้องหน้าซิลเฟย์เขม็งพร้อมกับผลักร่างของเขาให้ออกไปห่าง ๆ

                เพื่อรวบรวมความกล้าหาญที่จะพูดคำบางคำออกมา นับตั้งแต่ตอนนี้...

                “นายเป็นใครกันแน่ ซิลเฟย์ เฟอร์มาเมนท์”

 

บทที่หนึ่ง : Boy & Girl

posted on 05 Nov 2010 23:11 by florre  in Fate-Under-Moonlight

Boy & Girl

- 1 –

 

                ตอนนี้ตัวฉันมีอารมณ์ความรู้สึกอยู่สองอย่างด้วยกัน 

                อย่างแรกก็คือความดีใจ มันเป็นความดีใจที่รอดพ้นคมเขี้ยวอสุรกายที่ชื่อ ‘จูปิเตอร์’ มาได้อย่างหวุดหวิด ตัวฉันที่สลบไปเมื่อคืนนั้นได้กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งทันที เพราะหลังจากที่ถึงตอนเช้า พวกที่หลบภัยในใต้ดินได้แอบขึ้นมามองดูตัวเมืองด้านบน ปรากฏว่าพบเห็นศพของเหล่าจูปิเตอร์ล้มตายเป็นเบือ และเด็กสาวคนหนึ่งที่สลบไม่ได้สติท่ามกลางกองเลือด

                ซึ่งเด็กสาวที่กล่าวถึงก็คือฉันนี่แหละ หลังจากนั้นไม่นานพ่อกับแม่ก็มาเห็นฉันเข้าพอดี จากที่ฟังมาดูเหมือนว่าทั้งสองคนจะคิดว่าฉันถูกฆ่าตายไปแล้ว แต่เมื่อตรวจสอบว่าร่างกายฉันไม่มีอะไรผิดปกติ บาดแผลหรือรอยฟกช้ำสักที่ก็ไม่มี ทั้งสองคนก็ค่อยเบาใจขึ้นมาบ้าง แต่พอเอาเข้าจริงกว่าจะฟื้นได้สติกลับคืนมาก็ปาเข้าไปตั้งสามวัน ซึ่งก็คือปัจจุบันวันนี้แหละ

                ส่วนเรื่องความรู้สึกอีกอย่างที่นอกเหนือไปจากความดีใจน่ะเหรอ ไอ้เรื่องนี้แหละที่น่าหงุดหงิดเป็นบ้า เพราะตั้งแต่ฟื้นคืนสติกลับคืนมาก็มีแต่นักข่าวบ้าบอรายล้อมอยู่รอบบ้านยังกับว่าฉันเป็นคนดัง ไหนจะยังข่าวในทีวีที่พาดไว้หนาเหนอะว่า ‘เด็กสาวปริศนารอดชีวิตจากคืนแห่งโศกนาฏกรรมได้โดยไร้รอยบาดแผล’

                ดูเหมือนว่าจะมีข่าวนี้ทุกวันทุกคืนโดยไม่หยุด เหล่านักข่าวก็รายล้อมอยู่รอบบ้านฉันซะจนอดนึกไม่ได้ว่ามาปิกนิกกันรึเปล่า ก็จะไม่ให้คิดแบบนั้นได้ไงล่ะ ในเมื่อแต่ละคนเล่นพกเต็นท์มากางไว้อย่างพอเหมาะพอเจาะ บางกลุ่มก็ผลัดเวรกันไปซื้ออาหารมาเลี้ยงกัน ทำยังกับมีปาร์ตี้อยู่ทุกเวลา ถึงบ้านฉันจะกว้างที่สุดในละแวกนี้แต่ก็หัดเกรงใจกันหน่อยได้ไหม

                แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น เรื่องมันอยู่ที่ว่า ‘ทำไม’ แม่ของฉันถึงได้อนุญาตให้เจ้าคนพวกนี้เข้ามาในสวนหน้าบ้านได้ล่ะเนี่ย เรื่องมันเป็นยังไงมายังไงกันแน่นะ จะบ้าตายอยู่แล้ว ไม่รู้รึไงว่ามันอึดอัดแค่ไหนกับการที่มีคนมาต่อคิวรอคนหลับให้ตื่นขึ้นมาแบบนี้น่ะ!

                เพราะแบบนี้แหละฉันถึงได้มีความรู้สึกสองอย่าง อย่างแรกก็คือดีใจที่รอดชีวิตมาได้ อย่างที่สองก็คือหงุดหงิดกับพวกนักข่าวด้านล่าง

                ก๊อก ๆ 

                เสียงเคาะประตูดังขึ้น ในตอนนี้ฉันอยู่บนเตียงของตัวเองในท่านั่งเหยียดขาตรง ห้องของฉันไม่มีอะไรประดับประดามากมายเหมือนอย่างผู้หญิงคนอื่น ๆ มีแค่ตู้เสื้อผ้าที่วางอยู่ริมห้อง ทีวีที่อยู่ตรงข้ามกับเตียงนอน ผ้าม่านสีฟ้าใส โต๊ะเครื่องแป้ง และห้องน้ำที่อยู่อีกฟากของตู้เสื้อผ้า

                ห้องของฉันกว้างมากจนให้ความรู้สึกโล่ง

                แต่ตอนนี้กลับไม่รู้สึกโล่งเลยสักนิด เพราะความหงุดหงิดกับพวกที่นอนรออยู่ด้านล่างนี่แหละ เอาเถอะ จะเป็นยังไงก็ช่างมันก่อนดีกว่า ตอนนี้ไปเปิดประตูให้ใครก็ไม่รู้ที่มาเคาะประตูก่อนก็แล้วกัน

                ฉันลุกขึ้นจากเตียงแล้วเดินตรงไปเปิดประตูห้องออกมา ภาพที่เห็นก็คือหญิงสาววัยกลางคนที่ยืนยิ้มให้ฉันอยู่ ใบหน้ามีรอยเหี่ยวย่นอยู่นิดหน่อย ฉันยิ้มตอบกลับไป คน ๆ นี้ก็คือแม่ของฉันนี่เอง

                “เวรีน ตั้งแต่ที่ลูกฟื้นขึ้นมามันก็นานแล้วนะ ทำไมถึงไม่ลงไปข้างล่างบ้างล่ะ”

                แม่ฉันถามด้วยรอยยิ้ม แต่ฉันรู้จุดประสงค์ที่แท้จริงของแม่อยู่แล้ว

                คงหวังจะให้ลงไปให้สัมภาษณ์พวกนักข่าวที่รออยู่ด้านล่างล่ะสิ เพราะรู้ทันถึงเรื่องนั้นเลยได้ปฏิเสธอยู่ตลอดนับตั้งแต่ตื่นขึ้นมา ฉันไม่ได้อยากเด่นอยากดังอะไรเลยสักนิด ถึงแม้ว่าพ่อจะมีฐานะดี บ้านร่ำรวยจนมีที่ดินกว้างใหญ่แค่ไหน แต่ฉันกลับไม่ได้มีนิสัยเหมือนลูกคุณหนูเอาแต่ใจเหมือนคนอื่น ๆ แต่กับแม่ของฉันกลับตรงกันข้าม เธออยากให้ฉันลงไปให้สัมภาษณ์กับพวกนักข่าวเพื่อที่จะทำให้ตระกูลของเราเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

                ฉันตั้งใจจะปฏิเสธอีกครั้ง แต่เมื่อได้เห็นใบหน้าของแม่ที่คาดคั้นคำตอบที่น่าพึงพอใจ พลันนั้นจิตใจมันก็อ่อนยวบลงราวกับก้อนฟองน้ำ

                “ก็ได้ค่ะ ไหน ๆ พรุ่งนี้ก็เป็นวันเปิดเรียนแล้ว ลงไปก็คงไม่เสียหายอะไร”

                แม่ยิ้มให้ฉันทันทีพร้อมกับออกคำสั่งให้คนรับใช้หาชุดเครื่องแต่งกายที่สมฐานะมาให้ ฉันใช้เวลาไม่นานนักในการแต่งตัวให้เสร็จเรียบร้อย มันเป็นชุดวันพีชสีครีมที่มีการตัดต่อผ้าระบายเป็นชั้น ๆ ความเรียบง่ายของชุดทำให้เหมาะกับการใส่เล่นที่บ้านมากกว่า

                ฉันเดินลงบันไดมาอย่างช้า ๆ เพราะไม่มีเหตุผลจำเป็นที่ต้องรีบร้อน ด้วยความที่ไม่อยากดัง และเพราะความรำคาญจึงแกล้งทำทีเป็นเดินช้า ๆ จนทำให้แม่กับคนรับใช้ที่เดินตามหลังเป็นต้องรู้สึกหงุดหงิดใจ ในเวลานี้พ่อก็บริหารงานอยู่นอกเมือง ทั้งบ้านจึงมีแค่แม่ ฉัน แล้วก็คนรับใช้อีกไม่รู้กี่สิบคน

                ฉันนี่ก็ร้ายแฮะ ทำคนอื่นหงุดหงิดได้โดยที่ไม่ต้องลงแรงอะไรมาก

                แต่ช่วงเวลาดังกล่าวก็หายไปอย่างรวดเร็วเมื่อฉันเดินมาถึงบานประตู พอมองดูด้านหลังก็ปรากฏหน้าแม่และคนรับใช้ที่ยืนยิ้มให้อย่างร่าเริง โอเค ทั้งสองคนคงจะคิดไปว่าฉันไม่กล้าเปิดประตูรับแขกด้านนอก ก็เลยมีน้ำใจส่งรอยยิ้มเป็นกำลังใจให้ แต่ขอทีเหอะ ฉันแค่รู้สึกรำคาญเท่านั้นเองแหละ

                เมื่อเปิดประตูออกไปก็เป็นดั่งที่คาดการณ์เอาไว้ ถึงจะพอได้ยินมาว่าระเบียงหน้าประตูเป็นพื้นที่ห้ามกางเต็นท์ก็เถอะ แต่นี่เล่นกางเต็นท์ถัดจากระเบียงหน้าประตูเลยซะงั้น กะจะไม่ให้คนเดินเข้าเดินออกเลยรึไงกันเนี่ย คิดแล้วน่าหงุดหงิดเป็นบ้า

                ในยามปกติบ้านฉันจะเป็นบ้านที่มีอากาศพัดผ่านเย็นสบายมาก ต้นไม้ที่ปลูกไว้ก็ให้ร่มเงาที่เย็นสบาย ทั้งยังมีม้าหินอ่อนไว้นั่งเล่นอีกด้วย หน้าบ้านก็จะมีกระถางใหญ่ที่มีน้ำพุพวยพุ่งตลอดเวลา ถัดไปอีกก็เป็นทางเข้าบ้านที่ถูกขนาบข้างด้วยสนามหญ้าสีเขียวขจี

                แต่ในปัจจุบันนี้ทัศนียภาพเหล่านั้นกลับหายไป มองไปทางไหนก็เจอแต่เต็นท์หลากสีสันเรียงรายเต็มไปหมด บางเต็นท์ก็มีสีเขียว บางเต็นท์ก็มาแนวน่ารักลายสายรุ้ง บางเต็นท์ก็ยังอุตส่ามีมาสคอสตัวการ์ตูนทำหน้าตาน่ารัก โอย นี่มันบ้านคนนะยะ ไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยว!

                “อ๊ะ นั่นเธอออกมาแล้ว!”

                เสียงของผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้น เขาชี้นิ้วมาทางฉันอย่างไม่เกรงใจ ส่งผลให้ทุกสายตาที่อยู่รอบข้างหันมาจับจ้องเป็นทางเดียวกันหมด

                คิดไว้แล้วว่าจะต้องเป็นแบบนี้แน่นอน ฉันรู้อยู่แล้วว่าจะเป็นแบบนี้ เพราะคิดได้แบบนั้นจึงได้ก้าวเดินไปข้างหน้า ไปยืนที่ริมระเบียงหน้าประตูเพื่อที่จะไม่ให้กลุ่มคนเหล่านี้ย่ำเท้าขึ้นมาหาฉันบนระเบียง และก็เป็นดั่งที่คาดเอาไว้ ไม่ถึงสามวินาทีเสียด้วยซ้ำที่กลุ่มคนจำนวนมากมาออกันอยู่ต่อหน้าราวกับกำลังยืนอยู่ในรถไฟฟ้าที่มีคนแออัดในช่วงเช้า

                “คุณรอดมาจากกองทัพจูปิเตอร์ได้ยังไงครับ?”

                “ทำไมจูปิเตอร์จำนวนมากถึงได้ถูกฆ่าตายแบบนั้นล่ะคะ?”

                “คุณเป็นคนเห็นเหตุการณ์ใช่ไหมครับ?”

                “ทำไมคุณถึงนอนสลบไม่ได้สติอยู่แบบนั้นล่ะคะ?”

                หลากหลายคำถามพุ่งเข้ามาแบบไม่ให้พักหายใจ ซึ่งก็ตรงตามที่ฉันคาดคิดไว้ในตอนแรก แต่จะให้ตอบยังไงดีล่ะเนี่ย

                “ใจเย็น ๆ สิคะ ทุกท่าน! ให้หนูเวรีนได้ตอบคำถามทีละข้อเถอะค่ะ”

                ผู้ที่พูดห้ามไว้ก็คือแม่ของฉัน เธอเอามือกั้นขวางระหว่างอกของฉันกับจำนวนนักข่าวที่ยืนอยู่ข้างหน้า ฉันรู้สึกว่าตัวเองได้รับอากาศเข้ามาสูดเยอะกว่าเมื่อครู่นิดหน่อย

                ในที่สุดนักข่าวจำนวนมากก็เงียบลงตามคำขอของแม่ฉัน ส่วนหนึ่งพวกเขาก็คงรู้สึกผิดที่เข้ามาอยู่ในเขตบ้านหลังนี้เป็นเวลานานเพียงเพื่อรอเวลาที่ฉันจะตื่นขึ้นมา ในเวลานี้พวกเขาจึงนิ่งเงียบเพื่อรอเวลาที่ฉันจะพูดแถลงการณ์เกี่ยวกับเรื่องเมื่อสามวันก่อน เวลาผ่านไปเพียงไม่นานนัก ฉันสูดลมหายใจเข้าและคลายออกเพื่อทำให้ตัวเองหายจากอาการตื่นเต้น

                เรื่องเมื่อสามวันก่อนเป็นเรื่องที่ฉันได้รับประสบการณ์เฉียดตายมาในชีวิต

                ฉันต้องวิ่งหนีฝูงจูปิเตอร์มาเป็นเวลานานโดยที่ระหว่างทางพบเจอแต่ศพขององครักษ์ที่ป้องกันตัวเมือง

                เป็นภาพที่น่าสะอิดสะเอียน และน่าสยองขวัญซะจนแข้งขาสั่น

                ถึงจะเป็นแบบนั้นฉันก็ไม่สามารถหยุดวิ่งได้ ก็ในเมื่อด้านหลังมีจูปิเตอร์จำนวนมากวิ่งไล่ตามราวกับไม่รู้จักคำว่าเหนื่อยล้าในชีวิต ฉันจึงได้แต่วิ่งทั้งที่แข้งขายังสั่นตะปุบตะปับ เหนื่อยก็เหนื่อย จุกก็จุก แต่ก็ยังวิ่ง ต้องวิ่งอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งล้มลงกับพื้น

                 และหมดแรงวิ่ง

                 วินาทีที่คิดว่าตัวเองต้องตายก็คือวินาทีที่ฉันรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันดูเชื่องช้าไปหมด

                 ภาพของจูปิเตอร์เงื้อปากออกกว้างจนเผยให้เห็นน้ำลายยืดออกอย่างน่าทุเรศ เป็นภาพที่ฉันต้องจำไปจนตาย

                 รวมถึงภาพของเหลวสีเขียวที่พุ่งกระฉูดออกมาจากร่างของพวกมัน

                 สิ่งที่เรียกว่า ‘เลือด’ ได้ชโลมกายของฉันหลายแห่ง พร้อมกับการปรากฏตัวของชายหนุ่มปริศนา

                 ‘เขา’ คนนั้นได้ช่วยฉันเอาไว้จากค่ำคืนนั้น...

                 ฉันทวนความทรงจำตั้งแต่เรื่องคราวนั้นจวบจนกระทั่งตัวเองสลบไป สามวันให้หลังฉันก็ตื่นขึ้นมาและพบกับใบหน้าของแม่ที่นั่งดูแลอยู่ข้าง ๆ และปัจจุบันก็กำลังให้การสัมภาษณ์นักข่าวจำนวนมาก

                 “ในคืนนั้นฉันไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น รู้สึกตัวอีกทีก็สลบไปแล้ว เพราะฉะนั้นฉันจึงไม่สามารถให้คำสัมภาษณ์ได้” คำพูดของฉันทำให้นักข่าวหลายคนถึงกับตีสีหน้าผิดหวัง พร้อมกับอุทานออกมาว่า ‘ไม่จริง’

                “ขอโทษนะคะ”

               ฉันทิ้งท้ายคำพูดไว้แค่นั้น ก่อนจะหันหลังกลับแล้วเดินเข้าไปในประตูบ้าน ปล่อยให้ความเงียบงันปกคลุมทั่วพื้นที่นี้ พวกนักข่าวคงจะผิดหวังกันมาก ก็แน่ล่ะ เล่นมาเฝ้าซะสามวันแต่กลับได้รับคำสัมภาษณ์ที่คาดไม่ถึงแบบนี้นี่นะ

                เชื่อไหม? ว่าฉันไม่ได้จงใจปิดบังเรื่องที่ได้พบเจอในคืนนั้น

                แต่ฉัน ‘ไม่รู้’ ว่าจะอธิบายแบบไหนมากกว่า...

                ฉันรู้สึกติดใจเกี่ยวกับภาพของชายหนุ่มคนนั้น ชายหนุ่มแปลกหน้าที่ฉันไม่เคยพบเห็นมาก่อน เขาไม่ได้อยู่ทั้งในหนังสือดารา หรือไม่ได้มีรายชื่อนักเรียนของโรงเรียนเซนต์รูนาร์ เขาเป็นคนนอกที่ฉันไม่รู้จัก

                ฉันอยากเจอเขาอีกครั้ง และอยากซักถามเกี่ยวกับพลังที่แข็งแกร่งนั่น

                พลังที่เขาใช้ปราบกองทัพจูปิเตอร์จนราบคาบ โดยที่ไม่มีเลือดสักหยดกระเด็นใส่ผ้าคลุมสีขาวของตัวเอง

                ฉันอยากเจอเขาอีกครั้ง อยากเจอ อยากเจอ อยากเจอมาก

                ฉันคิดแบบนั้น โดยที่ไม่รู้เลยว่าวันรุ่งขึ้นเราสองคนจะได้พบกันอีก...

 

                เช้าแล้ว 

                วันนี้เป็นวันเปิดเรียนอีกครั้งหลังจากที่หยุดยาวเพราะความเสียหายที่ได้รับจากจูปิเตอร์ ส่งผลให้ตัวเมืองเกือบครึ่งต้องเสียหายไปมากมาย บริเวณที่หนักที่สุดก็เห็นจะเป็นทางทิศตะวันออกที่เป็นบริเวณตรวจตราคนเข้าออกเมือง และยังเป็นศูนย์รวมร้านค้าหลายแห่งประจำเมืองอีกด้วย ความเสียหายดังกล่าวได้ส่งผลให้สัญญาที่ดินของพ่อค้าแม่ค้าบางคนต้องถูกยกเลิก จึงไม่แปลกเลยที่ปัจจุบันจะมีการยื่นคำร้องขอซื้อที่ดินกับรัฐบาล

                วุ่นวายเป็นพิเศษ นี่คงเป็นคำแรกที่ต้องเอ่ยออกมาอย่างเลี่ยงไม่ได้

                โดยเฉพาะวันนี้ที่เป็นวันเปิดเรียนอีกครั้งก็ยังทำให้นักเรียนหลายต่อหลายคนต้องลุกขึ้นเพื่อแต่งตัวไปเรียนตั้งแต่เช้า และฉันเองก็ไม่มีข้อยกเว้นเช่นเดียวกัน

                หลังจากที่เดินทางมาถึงโรงเรียนก็ได้รับการประกาศว่าจะมีการประชุมเกี่ยวกับเรื่องเมื่อสี่วันก่อน ดูเหมือนว่าผู้อำนวยการจะกลับมาเมื่อไม่นานมานี้เอง จึงได้มีการจัดประชุมขึ้นเพื่อบอกเล่าเกี่ยวกับเรื่องราวที่นักเรียนต้องหยุดเรียนไปตั้งหลายวัน แม้ว่าส่วนใหญ่จะรู้เรื่องจากข่าวรายวันอยู่แล้วก็ตาม เพราะจุดประสงค์หลักก็คงเป็นคำกล่าวขอโทษแก่นักเรียนที่ต้องขาดการศึกษาอย่างเลี่ยงไม่ได้กระมัง

                ในระหว่างที่ประชุมอยู่ก็มีแต่คนส่งสายตามองมาทางฉันหลายต่อหลายคน ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าแต่ละคนคงจะคิดเกี่ยวกับเรื่องเมื่อสี่วันก่อนเป็นแน่.. ความรู้สึกอึดอัดก่อตัวขึ้นมาในจิตใจอีกครั้ง ฉันเริ่มไม่รู้แล้วว่าตัวเองควรจะทำตัวเช่นไรในเวลานี้

                การตกอยู่ท่ามกลางสายตาของคนหมู่มาก รวมถึงการซุบซิบนินทาลับหลังมันยิ่งทำให้ฉันรู้สึกปวดใจ

                การประชุมจมลงด้วยคำกล่าวขอโทษของอาจารย์ใหญ่ นักเรียนทุกคนแยกขึ้นชั้นเรียนของตัวเอง ตามทางเดินที่กว้างขวางและเต็มไปด้วยนักเรียนนั้น ฉันมองเห็นความงดงามของธรรมชาติที่ทางโรงเรียนสร้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภูตนางฟ้าตัวเล็กที่บินโฉบเฉี่ยวไปมา หรือแม้กระทั่งสัตว์ในเทพนิยายที่อยู่ในเขตของตัวมันเอง

                โรงเรียนเวทมนตร์เซนต์รูนาร์คือสถานที่อันเลื่องชื่อที่ไม่ว่าใครก็อยากจะเข้ามาเรียน

                ฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้น เพราะตัวฉันเคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่องเล่าของ ‘เมืองแห่งการต่อสู้’ อันเป็นแหล่งก่อกำเนิดมนุษย์ที่มีความสามารถอันเหนือล้ำชนิดที่คนจาก ‘เมืองแห่งการศึกษา’ เทียบชั้นไม่ติด และ ‘เมืองแห่งการต่อสู้’ ก็ยังเป็นสถานที่ที่ถือกำเนิดนักเวทที่มีพลังกล้าแกร่งขึ้นมานักต่อนัก

                ที่โด่งดังที่สุดก็คงเป็น ‘อัศวินดาบศักดิ์สิทธิ์’

                 ‘อัศวินดาบศักดิ์สิทธิ์’ คือกลุ่มนักเวทจำนวนสิบสามคนที่มีพลังเวทเหนือล้ำคนอื่นชนิดที่เทียบกันไม่ได้ การมีอยู่ของพวกเขาก็คือความเกรงขามที่มวลมนุษย์เราภาคภูมิใจ เพราะแบบนั้นนี่แหละที่ฉันได้ตั้งเป้าหมายของตัวเองขึ้น

                มันคือเป้าหมายที่ว่า ‘จะต้องเป็นหนึ่งในอัศวินดาบศักดิ์สิทธิ์ให้ได้ในสักวัน’

                ฉันตั้งใจไว้แบบนั้น จึงตั้งใจร่ำเรียนฝึกฝนพลังเวทอย่างหนักเพื่อที่จะทำให้ตัวเองเก่งกาจยิ่งกว่าคนอื่น ๆ แต่ความจริงที่แสนโหดร้ายก็ทำให้ฉันได้รับรู้ว่าการเรียนตลอดเวลาที่ผ่านมา มันไม่สามารถทำให้ต่อสู้กับเหล่าจูปิเตอร์ได้เลย

                ระดับของ ‘มนุษย์จากเมืองแห่งการศึกษา’ มันห่างชั้นกับ ‘มนุษย์จากเมืองแห่งการต่อสู้’ ถึงขนาดนั้นเชียว?

                ตอนนี้ฉันอยู่ในชั้นเรียนของตัวเอง ป้ายห้อง 1 – A ที่แสนคุ้นเคย

                คาบเรียนโฮมรูมเริ่มต้นขึ้นโดยที่มีอาจารย์ยืนอยู่หน้าชั้น และมีกระดานไวท์บอร์ดตั้งอยู่ด้านหลัง

                แต่อย่าเข้าใจผิดว่าจะเป็นกระดานไวท์บอร์ดธรรมดา ๆ นะ เพราะสิ่งนี้ก็คือ ‘กระดานไวท์บอร์ดเวทมนตร์’ ที่สามารถดำเนินการเขียนได้เองโดยที่ตัวเราไม่จำเป็นต้องจับปากกาเมจิกมาเขียน ขอเพียงแค่ออกคำสั่งกับมันโดยตรง เพียงแค่นั้นมันก็จะเขียนในสิ่งที่เราสามารถเขียนได้ ย้ำว่าสามารถเขียนในสิ่งที่เราเขียนได้ เพราะถ้าอย่างน้อยตัวเราวาดรูปไม่เก่ง แล้วถึงจะสั่งให้กระดานไวท์บอร์ดวาดรูปให้สวยยังไงมันก็ไร้ค่าอยู่ดี

                “ขอโทษนะ ก่อนอื่นครูมีเรื่องจะบอก”

                อาจารย์ประจำชั้นพูดออกมาก่อนจะมองไปที่บานประตูทางซ้ายมือของตัวเอง ปรากฏร่างเงาเลือนรางนอกบานประตู เมื่อให้สัญญาณแล้ว ประตูก็เปิดออกพร้อมกับนักเรียนใหม่ที่เข้ามาในห้อง

                เป็นชายหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่ง เรือนผมสีดำอมน้ำเงินและนัยน์ตาสีเดียวกัน เขาสวมยูนิฟอร์มชุดนักเรียนคล้ายกับพวกเราก็จริง แต่เด่นตรงที่สวมผ้าคลุมสีขาวผืนใหญ่ที่ไร้ลวดลายประดับไว้

                แต่เรื่องนั้นช่างมันก่อนเถอะน่า!

                “นี่คือนักเรียนที่ย้ายเข้ามาเรียนที่นี่ ทำความรู้จักกันไว้ล่ะ”

                หมอนี่มันคนเดียวกับที่ฉันเคยเห็นเมื่อคืนนั้นชัด ๆ เลย! เจ้าคนที่ทำลายกองทัพของเหล่าจูปิเตอร์นั่นไงล่ะ!