บทที่หนึ่ง : Boy & Girl -3-
posted on 27 Dec 2010 03:15 by florre in Fate-Under-Moonlight
ชายผู้ยืนอยู่ต่อหน้ายังไม่ตอบกลับ
สิ่งที่เขาทำมีเพียงแค่ยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยนเท่านั้น ฉันไม่รู้ว่าเพราะอะไรเขาถึงได้ยิ้มออกมา ฉันทำได้แค่คิดคำนึงถึงความแปลกประหลาดของชายคนนี้ และพยายามสรรหาคำพูดมาประกอบสถานการณ์อันเงียบเชียบเท่านั้น
“สวัสดีครับ คุณเวโรน่า”
ในที่สุดซิลเฟย์ก็พูดออกมา แต่สิ่งที่น่าแปลกก็คือน้ำเสียงที่ฟังดูแล้วผิดจากที่คาดเอาไว้ มันไม่ใช่น้ำเสียงที่เย็นชา และไม่ใช่น้ำเสียงที่ดูน่ากดดัน
หากแต่เป็นน้ำเสียงที่ฟังดูแล้วรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก
“คำถามที่คุณถามมาผมไม่รู้ว่าจะตอบกลับไปยังไงดี แต่ผมจะตอบเท่าที่ตอบได้นะครับ” ซิลเฟย์ยิ้ม น้ำเสียงอ่อนโยนทำให้ฉันเผลอคิดไปว่าเขาไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร แต่ไม่ทันไรฉันก็ต้องสลัดความคิดที่ว่าเขาอ่อนโยนออก เพราะอย่างน้อยความจริงที่เขาเป็นคนลงมือสังหารกลุ่มจูปิเตอร์จำนวนมากมันก็ยังคงเป็นความจริงอยู่ดี
“ผมเกิดที่ริเวอร์การ์เด้นและเรียนที่นั่นในฐานะของนักเรียนธรรมดาที่ไม่ต่างไปจากคนอื่น ๆ แต่วันหนึ่งเกิดอยากเรียนเวทมนตร์ขึ้นมาผมก็เลยทำเรื่องขอย้ายมาเรียนที่เมืองแห่งการศึกษา” เสียงพูดของซิลเฟย์ดูลื่นไหลเหมือนเตรียมการมาก่อน แต่ฉันกลับไม่รู้สึกแบบนั้น “ย้ายมาเรียนที่เซนต์รูนาร์แห่งนี้ และก็ได้พบเจอกับคุณที่นี่ยังไงล่ะครับ”
เขายิ้มหลังจากที่พูดจบ ฉันมองหน้าเขาด้วยแววตาเรียบนิ่ง
ในขณะที่ไม่พูดอะไรออกมา ซิลเฟย์ก็ทำท่าสงสัยเหมือนจะรู้ว่าฉันไม่เชื่อที่เขาพูด ก็แหงล่ะ กับคนที่จัดการจูปิเตอร์ที่แม้แต่ทหารป้องกันเมืองยังต่อสู้ด้วยไม่ไหวแบบนั้นน่ะ ใครมันจะไปเชื่อกัน เรื่องที่พูดมามันโกหกแหงอยู่แล้ว แล้วจากที่ได้ยินมานะ เมืองริเวอร์การ์เด้นที่ว่ามันก็แค่เมืองแห่งการค้าขาย มันไม่มีอะไรที่พอจะบอกว่าเด่นดังในเรื่องการต่อสู้เลยสักนิด
แล้วทำไมเขาจะต้องโกหกด้วย หรือจะปิดบังเรื่องที่ทำไปเมื่อวาน หรืออาจจะเป็นจุดประสงค์ที่แท้จริงที่หมอนี่เก็บซ่อนไว้?
“อย่ามาโกหกนะ!”
ในที่สุดฉันก็เปล่งเสียงพูด มันเป็นเสียงที่หนักแน่นจนลำคอสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ซิลเฟย์ทำท่าสะดุ้งเล็กน้อย เขาจ้องมองมาอย่างงง ๆ
“เมื่อสี่วันก่อนฉันเห็นนะ ฉันเห็นว่านายเป็นคนฆ่าพวกจูปิเตอร์จำนวนมากด้วยตัวคนเดียว เพราะงั้นอย่ามาโกหกได้มั้ย นายมีจุดประสงค์อะไรกันแน่?”
ฉันยิงคำถามข้อที่สงสัยออกไป ภายในอกรู้สึกถึงความโล่งหลังจากได้ปลดปล่อยสิ่งที่ค้างคาในใจมาเนิ่นนาน ถึงแม้ว่าหลังจากความโล่งมันจะมีความตื่นเต้นเข้ามาสุมแทนก็ตามที
“ห หา พูดเรื่องอะไรเหรอครับ ผมเนี่ยนะจะไปจัดการจูปิเตอร์ได้ด้วยตัวคนเดียว?”
“ไม่เห็นข่าวรึไง ในคืนนั้นมีผู้หญิงหนึ่งคนกำลังจะถูกจูปิเตอร์ฆ่าตายอยู่รอมร่อ แต่เธอกลับรอดมาได้เพราะการช่วยเหลือของผู้ชายคนหนึ่ง”
ใช่แล้ว ผู้หญิงคนนั้นกำลังจะตายในไม่ช้า แต่เธอกลับรอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์
“หลังจากคืนนั้นเธอก็ต้องพบกับการรุมสัมภาษณ์ของนักข่าวหลายสำนัก เธอทั้งรำคาญและหงุดหงิด ซ้ำร้ายยังมีแม่ที่คอยยุยงส่งเสริมพวกนักข่าวพวกนั้นอีก!”
ปาฏิหาริย์ที่ช่วยเธอคนนั้นไว้ได้ทำให้เธอกลายเป็นคนดังภายในค่ำคืนเดียว ความรู้สึกนั้นยังจดจำได้ไม่มีวันลืม เพราะมันรุมเร้าอยู่แทบทุกเวลา
“ผู้หญิงคนนั้นได้แต่อัดอั้นตันใจเกี่ยวกับเรื่องที่แม้แต่ตัวเธอก็ยังไม่มั่นใจ เธอจดจำใบหน้าของชายที่ช่วยเหลือเธอไว้ได้อย่างแม่นยำ แล้วในตอนนี้เธอกับเขาคนนั้นก็ได้พบเจอกัน”
ในสถานที่ที่เป็นดาดฟ้าซึ่งไม่มีใครอยู่ ที่แห่งนี้มีเพียงเราสองคนเท่านั้น
“ผู้หญิงคนนั้นก็คือฉันคนนี้! และคนที่ช่วยเหลือฉันก็คือนายที่เป็นผู้ชายคนนั้น เพราะฉะนั้นอย่ามาแกล้งทำเป็นไขสือนะ!”
ผ้าคลุมสีเทาหม่นกระพือไปด้านหลังตามแรงลมที่พัดโหมเข้ามา เรือนผมของซิลเฟย์สยายเล็กน้อย เขาเอามือรวบมันไว้พลางเอ่ยออกมา
“เอ่อ ผมไม่รู้ว่าคุณพูดเรื่องอะไรออกมา แต่ดูเหมือนเรื่องเล่าของคุณจะเป็นเรื่องที่บอกว่าตัวผมเก่งกาจถึงขั้นที่ปราบจูปิเตอร์ได้สินะครับ” ซิลเฟย์เอามือข้างที่รวบผมอยู่เกาศีรษะพลางยิ้มแห้ง ๆ “ถ้าใช่อย่างที่ผมคิดมันก็ไม่จริงหรอกครับ”
“หมายความว่าไง? จนถึงตอนนี้ยังจะ...”
“งั้นจะพิสูจน์ดูรึเปล่าครับ?”
ฉันยังไม่ทันพูดจบ แต่ซิลเฟย์แทรกขึ้นมาซะก่อน คำพูดของเขาได้ทำให้ฉันหยุดคิดอีกครั้ง
“อย่าสงสัยเลยครับ ผมไม่มีอะไรพอที่จะเล่นตุกติกคุณได้หรอก แล้วก็เรื่องที่จะพิสูจน์ก็คือเรื่องของพลังเวทของผม ซึ่งผมอยากให้คุณพิสูจน์ดูว่าถ้าผมแข็งแกร่งขนาดจัดการจูปิเตอร์จำนวนมากได้ พลังเวทของผมก็น่าจะมีเยอะจนใช้ไม่หมดเหมือนกัน”
หลังจากที่ฟังคำพูดเหล่านั้นฉันก็เริ่มรู้สึกถึงสิ่งที่เรียกว่าทางออก ใช่ ความจริงน่าจะคิดแบบนี้ตั้งแต่แรก ถ้าหากว่าเขามีพลังเวทที่ร้ายกาจขนาดปราบจูปิเตอร์ได้ล่ะก็ ถึงจะเก่งยังไงก็คงซ่อนไว้ไม่มิดแน่นอน และการตรวจสอบพลังเวทก็สามารถทำได้ง่าย ๆ เพราะถึงจะเห็นแบบนี้แต่ฉันก็เป็นมือโปรเรื่องการตรวจสอบพลังเวทของคนอื่น
“ตกลง งั้นจะเริ่มล่ะนะ” ซิลเฟย์ผายอกอย่างรู้ทัน ฉันกลืนน้ำลายลงหนึ่งอึก ต่อจากนี้จะเป็นช่วงเวลาที่จะได้เปิดโปงชายหนุ่มปริศนาคนนี้เสียที
ทันทีที่ทาบฝ่ามือไปบนอกของเขา ฉันก็รู้สึกถึงสัมผัสของมนุษย์และผิวหนังที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น ฉันหลับตาและนิ่งสนิท เพราะสมาธิเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการตรวจสอบพลังเวทของฝ่ายตรงข้าม
จากที่คาดการณ์เอาไว้ก็คือพลังเวทมหาศาลที่จะต้องสัมผัสได้ ฉันจะเปิดโปงมันซะตรงนี้แหละ พลังเวทขนาดที่ปราบจูปิเตอร์ได้อย่างราบคาบน่ะ ถึงจะเก็บซ่อนยังไงก็ไม่มีทางซ่อนได้หมดหรอก
กาลเวลานำพาความเงียบเข้าสู่พื้นที่โดยรอบ
“ม ไม่จริงน่า”
ฝ่ามือของฉันยังคงทาบกับหน้าอกของซิลเฟย์อยู่ แต่ความรู้สึกที่ได้รับรู้กลับว่างเปล่า
มันเป็นเพียงความว่างเปล่า อย่าว่าแต่การซ่อนพลังเวทเลย เพราะฉันไม่รู้สึกถึงค่าพลังเวทที่ชายคนนี้มีเสียด้วยซ้ำไป ที่สัมผัสได้มีเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น ความว่างเปล่าที่ไม่มีอะไรเลย...
“เมื่อกี๊ผมได้บอกไว้สินะครับว่าผมมาจากริเวอร์การ์เด้น”
จู่ ๆ ซิลเฟย์ก็พูดขึ้นทำลายความเงียบ ร่างของฉันสะดุ้งโหยงจนเขาเปล่งเสียงหัวเราะออกมาเบา ๆ
“ริเวอร์การ์เด้นก็คือ ‘เมืองแห่งการค้าขาย’ และที่เมืองแห่งการค้าขายก็ไม่มีใครเก่งกล้าขนาดจะมีสิ่งที่เรียกว่า ‘เวทมนตร์’ หรอกนะครับ” ฉันพูดไม่ออก ความรู้สึกเหมือนกับถูกอะไรบางอย่างอุดไว้ในลำคอ ซิลเฟย์ยังคงพูดต่อไป “ผมมาที่นี่ก็เพื่อที่จะเรียนเวทมนตร์ เพื่ออยากที่จะให้ชีวิตดูมีสีสันมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้น...”
ซิลเฟย์เงียบ นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ใจของฉันสั่น
เขายิ้มให้ฉันอีกครั้ง พร้อมกับแบมือยื่นเข้ามา ฉันมองอย่างงง ๆ
“ช่วยเป็นเพื่อนกับผมด้วยนะครับ”
ฉันนิ่งเงียบไม่พูดไม่จา สายตาของฉันจดจ่ออยู่กับฝ่ามือที่ขาวผ่องดุจหิมะ ไม่มีแม้รอยของความแข็งกระด้างที่บ่งบอกว่าเคยฝึกวิชาการต่อสู้มาก่อน บางทีสิ่งที่เขาพูดอาจไม่ใช่เรื่องโกหกหลอกลวง หรือก็คือความจริงที่ไม่อาจรับไหว
ฉันแค่เข้าใจผิดไป เข้าใจผิดว่าซิลเฟย์คือคนที่ช่วยฉันเอาไว้ บางทีเขาคงเป็นแค่คนหน้าเหมือนที่ทำให้ฉันได้รู้สึกแบบนั้น ใช่ เขาเป็นแค่คนอื่นที่หน้าเหมือนกันเท่านั้น ถึงแม้ลักษณะทุกอย่างจะเหมือนกันจนแทบแยกไม่ออก แต่ฉันก็พยายามคิดว่าเขาเป็นเพียงคนหน้าเหมือน
ฉัน... อยากจะคิดแบบนั้นจริง ๆ
เพี้ยะ!
แขนขวาของซิลเฟย์เหวี่ยงไปทางซ้ายตามแรงกระทบ แขนของฉันเหวี่ยงไปทางขวาเช่นเดียวกัน แรงกระทบจากการตบมือเต็มแรงทำให้ฝ่ามือของซิลเฟย์เกิดรอยแดงเรื่อ ฉันไม่ได้จับมือตอบรับความเป็นเพื่อนกับเขา หากแต่ฉันตบมือเขาเพื่อที่จะพูดอะไรบางอย่างต่อจากนี้
“ฉันยังไม่เชื่อหรอก มันต้องมีอะไรสักอย่างที่ทำให้พลังเวทของนายหายไปอย่างแน่นอน”
ใช่.. ไม่ว่ายังไงฉันก็ไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด ไอ้ความคิดที่ว่าเป็นคนหน้าเหมือนน่ะมันล้ำยุคเกินกว่าจะเชื่อถือไปแล้ว ฉันรู้สึกสะใจเล็กน้อยเมื่อมองเห็นใบหน้าที่แปลกไปจากเดิม
“ที่ตบมือเมื่อกี๊ก็เป็นสัญญาณบ่งบอกให้ระวังตัวไงล่ะ ฉันจะจับตาดูนายตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเลยเชียว ระวังตัวไว้ให้ดี!” เมื่อยื่นคำขาดเรียบร้อย เสียงเปิดประตูก็ดังขึ้น ฉันและซิลเฟย์หันไปมองทางด้านที่มีคนเดินเข้ามา
หญิงสาวถักผมเปียสวมแว่นตากลมโตจ้องมองมาทางเราสองคน
“อะไรกัน อยู่ที่นี่กันทั้งสองคนเลยเหรอ ก็ดี เพราะจะได้ไม่ต้องเสียเวลาตามหาตัว เอาเป็นว่าเข้าเรียนได้แล้วนะจ๊ะ สายมาห้านาทีแล้วรู้รึเปล่า?”
จะว่าไป เสียงระฆังมันดังตอนไหนเนี่ย
เธอที่ยืนอยู่ต่อหน้าคือหัวหน้าห้อง เป็นเพื่อนที่รู้จักกันตั้งแต่สมัยเรียนอยู่มัธยมต้น ใบหน้าของเธอดูไร้ซึ่งความงามในฐานะของหญิงสาววัยแรกแย้ม ไม่ว่าจะผมสีดำที่ถักเปียยาวสองเส้น รวมถึงแว่นตากลมโตมาดเด็กเรียนที่ทำให้ใครหลายคนชอบแกล้งให้เธอซุ่มซ่ามยิ่งกว่าเดิม
...แต่ความลับของเธอมันอยู่อีกชั้นนึงต่างหากล่ะ
“ว้าย”
เสียงของหัวหน้าห้องดังขึ้น ใบหน้าของเธอแดงเรื่อในเวลาถัดมา
แว่นตากลมโตถูกดึงออกมาจนเผยให้เห็นใบหน้าเกลี้ยงเกลาไร้จุดตำหนิ ดวงตากลมโตคู่นั้นกระพริบปรือ ๆ อย่างเขินอาย ใบหน้าที่งดงามฉายออกมาหลังจากที่เก็บซ่อนไว้อย่างมิดชิด ในยามที่ไม่มีแว่นตากลมโตอยู่บนใบหน้า เธอก็ดูเหมือนสาวน้อยหวานแหววขึ้นมาทันที นี่แหละคือความลับของเธอที่มีเพียงแค่ฉันเท่านั้นที่รู้
“สาวน้อย สาวน้อย”
ฉันล้ออย่างสนุกปาก ประกอบกับท่าทีเขินอายของหัวหน้าห้องมันก็ทำให้ฉันอดที่จะฮาไม่ได้
“โธ่ เอาคืนมานะเวรีน!”
“ฮ่า ๆ แกล้งเธอนี่สนุกเป็นบ้าเลย” ฉันพูดพร้อมกับยื่นแว่นคืนให้ หัวหน้าห้องรีบนำมาสวมอย่างรวดเร็วเพราะกลัวจะมีใครเห็น
แน่นอนว่ามีคนเห็นไปแล้วหนึ่งคน
เธอมองซิลเฟย์อย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ใบหน้าที่เธอเก็บซ่อนไว้มานานได้ถูกเปิดโปงให้ชายผู้ซึ่งย้ายมาเรียนวันแรก เธอรีบดึงมือฉันลงไปจากบันไดดาดฟ้า และก่อนจะลงไปฉันก็แลบลิ้นใส่ซิลเฟย์เป็นเชิงหยอกล้อ
บนดาดฟ้ามีเพียงชายหนุ่มผู้ซึ่งยืนอยู่เพียงลำพัง
เขารับเอาเหตุการณ์สดใสของสาวน้อยวัยแรกแย้มสองคน รอยยิ้มที่อยู่บนใบหน้าจนถึงเมื่อครู่เริ่มคลายออก
และเปลี่ยนเป็นใบหน้าซึ่งเต็มไปด้วยความเย็นชาดุจน้ำแข็งจากขั้วโลกใต้...
“เวโรน่างั้นเหรอ เป็นผู้หญิงที่น่ารำคาญชะมัดเลย”
เขาเอ่ยทั้งที่ยังจ้องมองไปยังทิศทางอันยาวไกล แสงอาทิตย์ฉาบเข้ามาที่ร่างจนรู้สึกเหมือนกับถูกดูดกลืนไปกับแสงสว่าง
.........
edit @ 27 Dec 2010 03:19:37 by luz